การพัฒนาแรงงานไทย

ประเทศไทยมีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจลดลงจากร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 5 จนกระทั้งร้อยละ 3 (โดยประมาณ) และปัจจุบันถือเป็นระบบเศรษฐกิจผู้สูงวัยที่สุดในประชาคมอาเซียน (รองจากประเทศรัสเซีย และประเทศจีน โดยจัดเป็นประเทศกำลังพัฒนาเดียว) อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าหลายๆ บริษัท (แม้จะไม่ใช่ทั้งหมด) เลือกที่จะใช้แรงงานราคาถูกจากประเทศข้างเคียง แทนที่การพัฒนาแรงงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต หรือการลงทุนในบุคลากรหรือระบบการควบคุมอัตโนมัติ (Smart Automation) ที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์หรือการบริการของตน ประเด็นข้างเคียงที่เกิดขึ้น คือ เมื่อไม่มีการพัฒนาแรงงาน ย่อมไม่เกิดการเพิ่มฐานเงินเดือนอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งส่งผลให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อยไม่สามารถชำระคืนหนี้สินเพื่อการบริโภคจำนวนมาก ซึ่งย่อมหมายความว่าการลดหย่อนภาษีเพื่อส่งเสริมการบริโภคไม่สามารถช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศได้

ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องวางกลยุทธ์ใหม่และให้สิ่งจูงใจต่อบริษัทและผู้ประกอบธุรกิจต่างๆ เพื่อจัดให้มีการให้ความรู้กับแรงงานของตน ในขณะเดียวกันรัฐบาลควรริเริ่มโครงการเพื่อการฝึกอบรมและพัฒนาแรงงานโรงงานและสำนักงานต่างๆ และให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีต่อบริษัทที่จัดให้มีการฝึกอบรมและพัฒนาแรงงานด้วยตนเอง

เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นแม้ในกลุ่มธุรกิจใหม่ อย่างธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยี ผู้ประกอบการในไทยยังรีรอที่จะลงทุนในเทคโนโลยี ตลอดจนการพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยี ประวัติการทำงานหลายฉบับที่ผมได้รับแสดงให้เห็นถึงทักษะทางด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศจากการทำงานให้กับบริษัทระดับประเทศและระดับภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ทักษะด้านเทคโนโลยีเหล่านี้ โดยส่วนใหญ่แล้ว ก็ยังจัดว่าล้าหลังเกินกว่าที่ผมจะจัดให้เป็นแพลตฟอร์มเทคโนโลยีที่ “ทันสมัย” ไปมากกว่า 3 ปี

ผมเห็นว่านี่เป็นหนึ่งในประเด็นสามอันดับแรกที่ควรได้รับการจัดการให้ถูกต้อง! ในการนี้ ผมหวังว่าทุกท่านจะช่วยส่งต่อข้อความนี้ และสร้างแรงกดดันเพื่อให้บริษัทต่างๆ และรัฐบาลดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไป

วิเคราะห์จากบทความ Bangkok Post เรื่อง Thailand must invest in its workers

Thai

มุมมอง Jack Ma ต่อสหรัฐฯ จีน Alibaba และ Amazon

ย้อนไปดูพาดหัวข่าวการพบปะกันของ Jack Ma และ Donald Trump แล้ว เห็นว่าไม่ได้ตรงกับความเป็นจริงซักเท่าไร มาดูกันว่า Jak Ma คิดและรู้สึกอย่างไรกับ Donald Trump อะไรที่เขามองว่าเป็นสิ่งที่ดีและถูกต้องบ้างสำหรับการค้าโลก

แจ็ค หม่า แนะว่าองค์กรหลายแห่งในสหรัฐฯ สร้างรายได้อย่างมาก หลังจากที่มีการ Outsourcing เกิดขึ้น รวมกันแล้วรายได้นี้ มากกว่ารายได้องค์กรอันดับต้นๆ ของจีนรวมกันเสียอีก อย่างไรก็ตามการให้งบประมาณนั้นเป็นไปอย่างผิดวิธี  เช่น สงครามต่างๆ ใช้เงินจำนวน 14.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ, นักลงทุนที่เข้าไปลงทุนใน Wall Street ทำให้ GFC ถอนการลงทุนเป็นหลัก XX หมื่นล้านดอลลาร์ รวมถึงการจ้างงานที่หายไปอีกประมาณ 30 ล้านคน กลยุทธ์นี้ผิดและจำเป็นต้องมีการทบทวนใหม่

นอกจากนี้เขายังรู้สึกว่า WTO โฟกัสไปที่องค์กรและประเทศใหญ่ๆ และเขากลับสนับสนุนองค์กรอย่าง EWTP องค์กรที่ต้องการสร้างการค้าเสรีดิจิตอล และสนับสนุนบริษัทเล็กๆ

แจ็ค หม่าคิดว่า Globalization เป็นเรื่องดีและประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็มองเรื่องนี้ในทิศทางเดียวกัน  แต่ทุกคนเห็นตรงกันว่า เรื่องนี้จะต้อง inclusive มากขึ้น และพาทุกองค์กรเข้ามาเข้ามาทำงานร่วมกันให้ได้

เขายังเปรียบเทียบ Business Model ของ Amazon.com และ Alibaba ซึ่งผมคิดว่าเป็นการตอบคำถามที่ดี ที่บอกว่า Business Model สามารถมีได้หลายแบบ ไม่ใช่แบบเดียวเท่านั้น ซึ่งนั้นคงน่าเศร้าทีเดียว Amazon ครอบครอง Platform การจำหน่ายสินค้าชนิดเรียกได้ว่าครอบจักรวาล ส่วน Alibaba ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ช่วยเหลือคู่ค้าต่างๆ ด้วยเทคโนโลยี และหลักการความรู้ โดยแจ็ค หม่า นั้นรู้สึกว่าพาร์ทเนอร์ธุรกิจ ไม่ใช่แค่ เหล่า SME ที่นำสินค้ามาขาย แต่รวมไปถึงตัวแทนจำหน่ายต่างๆ ด้วย

คนมักจะติกันว่าการสั่งสินค้าจากจีนนั้นใช้เวลาหนึ่งวัน เทียบกับ Amazon ใช้เวลาส่งเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่เค้ามองว่าจากเดิมที่ Alibaba เคยใช้เวลาส่งสินค้า 8 วัน แล้วเขยิบมาเป็น 1 วันถือว่าดีแล้ว และการพัฒนานี้ก็ไม่หน้าจะหยุดแต่เพียงเท่านี้

ผมชอบการตอบคำถามและวิธีคิดของ แจ็ค หม่า มันมีความลงตัว มองมุมบวก และเขามักปรับความคิดเห็นบนพื้นฐานของสิ่งที่เขาเห็นและเรียนรู้มาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งนี้คือการเรียนรู้ที่ดีทีเดียว 

https://www.youtube.com/watch?v=lpgYym4L4Cw&feature=youtu.be

Thai

รายงานประจำปีต้องรวมตารางคะแนนของ CIO

เป็นเรื่องน่ายินดีที่เมื่อช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาได้ร่วมงานกับทีมงานที่ยอดเยี่ยม และมีส่วนช่วยพัฒนางานให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งผลงานนี้ได้ปรากฏในรายงานประจำปี 2016 ของ Standard Chartered

การนำกลยุทธ์ API ไปใช้อย่างจริงจัง รวมถึงระบบการทำงานของ Hadoop และ Machine Learning ผลักดันให้ธุรกิจพัฒนาได้อย่างมหาศาล (ภูมิใจมากที่ได้ทำงานให้ Hadoop ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา) การทำโครงสร้างองค์กรให้ปรับเปลี่ยนได้อย่างคล่องตัว ช่วยให้ช่องทางต่างๆทำงานได้ดี ทั้ง Regtech และนวัตกรรมที่โดดเด่นโดยรวมในแวดวงเทคโนโลยี

ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ผมดีใจที่เห็นอะไรบางอย่างในรายงานประจำปี ที่พอจะเดาได้ว่าจะมีการสานต่องาน รวมถึงขยับขยายในอนาตคต ซึ่งมีไม่กี่งานที่ผมมีเข้าไปมีส่วนตั้งแต่ขั้นตอนริเริ่มจะเป็นแบบนี้ 

ข่าวดีคือ ขณะที่กำลังอ่านรายงานประจำปีนั้น ผมได้มองข้ามข้อมูลเชิงลึกของเหล่า CIO ทั้งในแง่ของวิสัยทัศน์ มุมมอง ความสำเร็จ และแก่นการดำเนินงานในอนาคต รวมไปถึงงานเชิงเทคนิค ทีมงาน และการลงทุน

แล้วอย่างนี้ผู้ถือหุ้นจะประเมินได้อย่างไร ว่าการลงทุนในธนาคารใดๆ นั้นคุ้มค่าหรือไม่ ถ้าพวกเขาไม่สามารถวัดคุณภาพของเทคโนโลยีได้  เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ภาคส่วนธนาคารเท่านั้น แต่รวมไปถึงโทรคมนาคม หรือการค้าปลีก ซึ่งเทคโนโลยีนี้ เป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการสร้างความแตกต่างอย่างแท้จริงในปัจจุบัน เมื่อมองธนาคารที่ไม่ใช่ธนาคารต่างชาติในตอนนี้ ธนาคารเหล่านี้ไม่สามารถที่จะปรับตัวกับเทคโนโลยีได้เลยหากไม่มีความช่วยเหลืออย่างหนักจากทีมงานนอกองค์กร ส่วน Standard Charted (เหมือนกับธุรกิจระดับโลกในกลุ่มธนาคารและธรุกิจอื่นๆ ) กำลังสร้างองค์กรด้านเทคโนโลยี (Technology Organization)ขนาดใหญ่มหึมาขึ้นมา

แล้วพวกเขาทำมันได้อย่างไรหละ มีพนักงานหัวกะทิหรือไม่ เป็นเพราะพัฒนานวัตกรรมออกมาได้อย่างรวดเร็วไหม หรือธนาคารดึงดูดคนที่มีความสามารถให้เข้ามาทำงาน (สัญญาณของทีมเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยม)

นักลงทุนต้องตั้งคำถามเหล่านี้ และองค์กรต่างๆ จำเป็นจะต้องออกมาแบ่งปันข้อมูล แม้แต่ในรายงานการประจำปี ก็ต้องบอกว่าองค์กรมีความพร้อมทั้งเชิงดิจิตอลและเทคนิคอย่างไรบ้าง การวัดความสำเสร็จมีมากกว่าตัวเลขด้านการเงิน องค์กรต่างๆ จำเป็นต้องลงทุนกับอนาคตขององค์กรและในโลกดิจิตอล

เมื่อดูรายงานประจำปีขององค์กร ผมอยากที่จะเห็นอะไรบ้างนะหรอ

  1. ความผสมผสานของความทันสมัย กับเทคโนโลยีเก่าๆ เป็นตัวช่วยบ่งชี้ความสามารถในการทำงาน
  2. ความสามารถของทรัพยากรเทคโนโลยีจากนอกองค์กร กับทรัพยากรเทคโนโลยีจากในองค์กร สิ่งนี้ยืนยันความสามารถของการเปลี่ยนแปลงและสร้างนวัตกรรม
  3. อัตราการยอมรับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และส่วนต่างๆในองค์กรที่นำแนวทางใหม่ๆไปใช้ Smart Architecture และการให้อำนาจกับทีมที่จะปรับเปลี่ยนอย่างคล่องตัว สิ่งนี้ทำให้องค์กรสร้างสินค้าและบริการใหม่ๆ ออกมาได้อย่างรวดเร็ว
  4. การนำนวัตกรรมไปใช้สร้างเทคโนโลยีและการจับมือกับกลุ่ม Starups สิ่งนี้รวมไปถึงการใช้ Open Source ถ้าองค์กรมีสิ่งเหล่านี้ มันบ่งบอกถึงความชำนาญด้านเทคโนโลยีอย่างลึกซึ้ง
  5. ต้นทุนของการตัดสินใจ และไม่ตัดสินใจ (งบที่จำเป็นต้องใช้เพื่อให้งานเดินต่อ กับงบที่จะสร้างโปรเจคใหม่ๆ) สิ่งนี้แสดงถึงคุณภาพของฝ่าย IT และความสามารถที่จะพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆ ชนิดวันต่อวันเลยก็ว่าได้
  6. ความสำเร็จในการทำองค์กรให้ทันสมัยและการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ได้อย่างไม่ซับซ้อนในแต่ละปี ส่วนนี้วัดความสามารถในการเปลี่ยนแปลงองค์กรเข้าสู่ยุคดิจิตอล
  7. แนวทางการลงทุนในอนาคต ทั้งประเภทธุรกิจ เทคโนโลยี และสไตล์การเลือกลงทุน 

ผมหวังว่าองค์กรต่างๆ จะนำหลักการการวัดผลของ CIO หรือ CTO ที่เห็นในรายงานประจำปีไปปรับใช้ และแบ่งปันแนวทางที่พวกเขาลงทุนในการเปลี่ยนแปลงองค์กร เพื่อที่ผู้ถือหุ้นจะได้วัดผลการปรับองค์กรไปสู่ยุคดิจิตอลได้ดีขึ้น

Thai

บทสัมภาษณ์ Axel Winter ในประชาชาติธุรกิจออนไลน์

เมื่อช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เว็บไซต์ ประชาชาติธุรกิจ ออนไลน์ ได้ลงบทความสัมภาษณ์คุณ Axel Winter โดยมีคุณพงศ์พีระ ชวาลาธวัช คอลัมน์นิสต์เจ้าของคอลัมน์ Startup Cafe เป็นผู้สัมภาษณ์ ในบทความนี้ได้มีการพูดคุยกันในหลายเรื่อง ทั้งเรื่อง Fintech ในประเทศไทย แนวโน้ม Digital Banking ที่บางคนอาจจะมองว่ากำลังจะเข้ามาแทนที่สถาบันการเงินต่าง ๆ หรือไม่ รวมไปถึงการความคิดเห็นเกี่ยวกับนโนบายของรัฐบาลไทยอย่าง Thailand 4.0  และคำแนะนำที่ฝากไปถึงคนในแวดวง Startup  โดยบทความฉบับเต็มนั้นสามารถคลิ๊กเข้าอ่านกันได้ที่ คุยเรื่อง Fintech กับคุณ Axel Winter 

Thai

ความเห็นทั่วไปเกี่ยวกับ “อาเซียน”

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2558  Thomson Reuters เชิญผมไปแสดงความเห็นเกี่ยวกับความพร้อมขององค์กรที่จะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในงาน “ASEAN Integration Summit 2015” ที่สิงคโปร์  หลังจากผมได้เขียนบทความเรื่องนี้ลงในบล็อก  ผมจึงสรุปประเด็นสำคัญที่ได้ไปพูดคุยในวันนั้นมาแบ่งปันกัน

Thai

นักพัฒนาระบบมือดี หาที่ไหน?

ข้อผิดพลาดที่บรรดาธุรกิจเกิดใหม่และบริษัทใหญ่ ๆ มักจะทำเหมือน ๆ กันคือการหานักพัฒนาระบบที่จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ หรือคนที่เคยทำงานในบริษัทที่มีชื่อเสียง 

พวกเขาต่างก็ติดกับดักแบรนด์เนม

 

ไม่ว่าจะบริษัทใหญ่ ๆ หรือมหาวิทยาลัยที่เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ต่างก็ไม่ได้สร้างขึ้นเพราะความสามารถพิเศษด้านวิศวกรรม แต่เกิดจากความสมหวังตามความมุ่งมาดปรารถนาของตนเอง:

“ฉันยิ่งใหญ่ และคนอื่นก็เห็นเช่นเดียวกัน และฉันจะยิ่งใหญ่ได้มากกว่านี้”

Google และบริษัทอื่น ๆ ได้พบว่านักพัฒนาระบบที่ดี เป็นเรื่องเดียวกันกับ :

• การทำงานเป็นทีม (ฉันไม่กังวลที่จะต้องเปิดเผยโค้ดของฉันให้โลกรู้)

• ความเฉลียวฉลาด (ฉันรักการเรียนรู้สิ่งใหม่) และ

• การมุ่งหน้าสู่จุดที่สูงขึ้นไปโดยมีทีมชั้น “เลิศ” (ฉันเก่งขึ้นได้เพราะเพื่อนร่วมทีมผลักดัน)

ผมคิดว่าคนที่เคยทำงานในโครงการ open source ที่ได้รับความนิยม เคยทำงานในบริษัทที่ปรึกษา / ธุรกิจเกิดใหม่ หรือ ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต น่าจะเป็นส่วนผสมที่ลงตัวที่สุดสำหรับงานนี้  

เพราะคุณจะได้ทั้งความมุ่งมั่น การทำงานเป็นทีม และความมีทักษะ!

อักเซล วินเทอร์ (aw@axelwinter.com)

ความเห็นส่วนตัว

Thai

ประเทศไทยต้องมีประธานผู้บริหารฝ่ายเทคโนโลยีแห่งชาติ เพื่อเร่งรัดกระบวนการแปลงผันข้อมูล

เรียนคณะรัฐบาล 

ผมทราบว่ามีหลายฝ่ายกระตือรือล้นที่จะให้คำปรึกษาแก่ท่านในทุก ๆ เรื่องเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่บางครั้งก็ให้ความเห็นที่อาจจะดูแปลก  ผมเองมีโอกาสได้มาทำงานในแถบเอเชียและในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2536  ซึ่งผมจะค่อนข้างระมัดระวัง และทำความเข้าใจกับประเด็นต่าง ๆ อย่างถี่ถ้วน จากหลากหลายมุมมอง ก่อนที่จะให้ความเห็น  ภูมิหลังทางอาชีพของผมมุ่งเน้นไปในเรื่องการแปลงผันข้อมูลของบริษัทไทย หน่วยงานราชการ หรือองค์กรที่คล้าย ๆ กันในภูมิภาคนี้มาตั้งแต่ปี 2536 

Thai