กลยุทธ์การปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิตอลเป็นตัวกำหนดรูปแบบการทำธุรกิจ

ในที่สุดก็มาถึงเวลาที่องค์กรจะต้องตัดสินใจแล้วว่าจะอยากเป็นอะไร ระหว่างการผลักดันยอดขายโดยปรับแผนการตลาด การโฆษณาประชาสัมพันธ์ และการเลือกเทคโนโลยี หรือจะ outsource โดยมีเป้าที่จะขาย (หรือมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็น) Commodity!

CorporateDigital 2.001

นักพัฒนาระบบหรือหรือคนเขียนโปรแกรมในบริษัทที่เกือบจะโดน outsource ไปแล้วโดยสมบูรณ์ ก็เป็นเพียงเทคนิคการตลาดที่ทำให้ดูดีเวลาออกสื่อ แต่นั่นกลับไม่ได้เป็นความสามารถพิเศษที่จะผลักดันให้เกิดสินค้าดิจิตอลได้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของตลาด

เมื่อเราคิดถึงกลยุทธ์และรูปแบบการทำธุรกิจ เราจะพบคำถามใหม่ว่า:
แนวทางเข้าสู่ยุคดิจิตอลและเทคโนโลยีคืออะไร? 

คำตอบของคำถามนี้จะนำไปสู่กรอบการทำงานของทั้งองค์กร
คุณต้องเลือกกรงที่คุณชอบ!

เมื่อได้เลือกแนวทางและลงทุนไปกับมันแล้ว การจะเปลี่ยนใจไปอีกทางจะเป็นเรื่องที่สิ้นเปลืองมากทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย ผมเคยเห็นองค์กรทั้งเล็กและใหญ่ที่พยายามเปลี่ยนรูปแบบสำคัญในการทำธุรกิจและต้องประสบกับภาวะล้มละลายมาแล้วทั้งในสหรัฐอเมริกา ไทย และสิงคโปร์

เราอยากมีความสามารถในการแข่งขันในระดับไหน
เราอยากจะแตกต่างขนาดไหน
ต้องลงทุนมากแค่ไหน แล้วมันจะคุ้มหรือ
เราพร้อมที่จะทุ่มกำลัง หรือปรับเปลี่ยนมากแค่ไหน
สำหรับธุรกิจของเรา การใช้สินค้าโภคภัณฑ์คืออะไร  

รูปแบบธุรกิจ และความสามารถขององค์กรที่จะเปลี่ยนแปลง ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่เลือก 

CorporateDigital 2.002

ไม่ว่าจะบริษัทแบบเดิม ๆ  หรือบริษัทตั้งใหม่ต่างก็ต้องเผชิญกับทางเลือกในการใช้เทคโนโลยี ซึ่งมักจะเป็นตอนที่ต้องเลือกเพื่อแก้ปัญหาหรือตอบสนองความต้องการในระยะสั้น ซึ่งก็ทำให้เกิดปัญหาตามมาอีกมากเมื่อถูกกดดันจากสภาพตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป  คณะกรรมการบริษัทมักต้องเลือกแนวทางการใช้เทคโนโลยีโดยอิงอยู่กับรูปแบบการทำธุรกิจเดิม

ตามแผนภาพด้านบน การจะเปลี่ยนแนวทางการใช้เทคโนโลยีจากแบบหนึ่งไปอีกแบบหนึ่งเป็นเรื่องเสียเวลามาก อาจจะหลาย ๆ ปี และจะมีผลกระทบไปถึงทักษะของคนทำงาน บุคคลากร กระบวนการทำงาน และค่าใช้จ่ายที่จะตามมา

เราอยากจะมีระบบดิจิตอลแบบไหนระหว่างแบบที่เหมือน ๆ กับคนอื่น แบบที่คนอื่นก็ซื้อได้เหมือนกัน  กับแบบที่มีสมรรถนะพิเศษเฉพาะตัวที่ไม่มีใครเหมือน?

คำตอบจะช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าอยากจะมีความแตกต่างระดับไหน ซึ่งก็จะมีเรื่องของระดับการพึ่งพาที่จะตามมาด้วย  ถ้าเราเลือกใช้อุปกรณ์และบริการแบบยกชุด ก็ต้องใช้ระบบที่ต้องอาศัยคนอื่นมาก แต่ก็มีข้อจำกัดเรื่องความยืดหยุ่น ต้นทุน และเวลาที่จะตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงในตลาด นอกจากนี้ ยังมีเรื่องอื่นที่ต้องพึ่งพาคนนอก อาทิเช่น การหาหรือบริหารจัดการคนเก่ง การคิดวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจ การจัดหาพื้นที่สำนักงาน เป็นต้น  ซึ่งตามปกติองค์กรก็มักจะทำกรอบของเทคโนโลยี และแบ่งคำถามนี้ออกไปให้ส่วนงานต่าง ๆ ให้ช่วยกันตัดสินใจว่าจะตอบคำถามนี้อย่างไร!

In-house
Google กับ Facebook เลือกสร้างเซิร์ฟเวอร์ของตัวเอง ซึ่งก็ผสานกับระบบปฏิบัติการ (Operating System)  Administrative Layer และ Application Layer ได้อย่างสมบูรณ์โดยอาศัยคนเข้าไปเกี่ยวข้องน้อยมาก เขายังเปิดให้มี Open source และ free software ในจุดที่จะช่วยเสริมธุรกิจได้ เช่นเรื่องระบบปฏิบัติการและเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลเพื่อให้มีชุมชนออนไลน์ที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยเสริมให้เกิดการพัฒนาระบบการทำงานให้เป็นมาตรฐาน และเสริมคุณภาพการให้บริการที่เป็นลักษณะ commodity ได้ดีขึ้น

แนวทางแบบนี้ต้องมีการพัฒนาทักษะการทำงานภายในองค์กรอย่างมาก อาศัยการลงทุนอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี และต้องมีความเข้าใจว่าจะนำเสนออย่างไร วิธีนี้ใช้เวลาน้อย และทีมก็มีขนาดเล็ก ในขณะที่แต่ละคนก็ต้องรับงานที่ลึกมาก

กลุ่มที่พัฒนาเองน้อย และใช้บริการจาก Vendor น้อย 

คนกลุ่มนี้ใช้เทคโนโลยีบ้างหรือเปล่า? มีแต่พวกธนาคารหรือเปล่า? ลองคิดถึงเทคโนโลยีที่คุณกำลังใช้!

คิดถึงมอเตอร์ไซค์รับจ้างตามซอยที่อาจจะไม่เคยฝันถึงสมาร์ทโฟน แต่ตอนนี้เขามีกันแล้ว ไม่แต่เท่านั้นเขายังใช้สมาร์ทโฟนมาช่วยจัดการงานของตัวเองให้ไปบริการได้ทั่วเมืองด้วย สำหรับพวกเขาแล้วนี่คือกำไร

เทคโนโลยี คือกุญแจของทุกคน

Outsourced
กลุ่มนี้จะ outsource งาน data center และงานบางกลุ่มออกไปอย่างเบ็ดเสร็จ อย่างเช่น ด้านบริหารงานบุคคล การเงิน การทำงานร่วมกันแบบ collaborate  ระบบ Email  ระบบ ERP หรืออาจจะมีแอพพลิเคชั่นทางธุรกิจอื่นๆ เช่น บัตรเครดิต OSS หรือ BSS ในกรอบที่ผู้ขายสามารถจะปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับรูปแบบการทำธุรกิจที่มีอยู่ได้

เห็นได้ชัดว่าความรับผิดชอบส่วนใหญ่ในการทำงาน เวลา และคุณภาพงาน จะเป็นของผู้ให้บริการที่บริษัทเลือกใช้  อย่างไรก็ตาม บริษัทก็จะต้องรับสืบทอดคุณสมบัติของบริการที่ผู้ขายส่งมอบให้  ค่าใช้จ่าย เวลาที่ใช้ และความสามารถที่จะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับความต้องการใช้งานก็จะอยู่ในกรอบที่บริษัทใช้ตัดสินใจเลือก อย่างเช่น AWS ที่สามารถเพิ่ม features การทำงานเข้าไปใน cloud platform ได้หลาย ๆ อย่างเป็นประจำทุกสัปดาห์

ภูมิทัศน์ของฝั่งผู้ขายก็เปลี่ยนไปเช่นกัน 

นวัตกรรมมักจะเกิดในกลุ่มที่เป็น open source และชุมชนออนไลน์ ผู้ค้าก็ถูกผลักดันให้ต้องนำเสนอบริการ ส่วนกลุ่มที่ปรึกษาก็มักจะต้องเพิ่มความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับสินค้าด้วย สำหรับกลุ่มที่ยังต้องซื้อเทคโนโลยีก็มักจะเลือกบริการที่เป็นโภคภัณฑ์ (Commodity) ส่วนกลุ่มที่เป็น Open source ก็เป็นที่นิยมในกลุ่มที่ใช้งานซับซ้อน มีทักษะสูง หรือในกลุ่มสินค้าที่เป็น vertical products

ทั้งลูกค้า และผู้ขายต่างก็เผชิญความท้าทายอย่างเดียวกันในการที่จะพัฒนาทักษะ คนส่วนใหญ่ก็มักจะใช้ทักษะแบบพื้นฐาน  ส่วนทักษะระดับสูงก็มักจะทำงานประสานกับคนอื่นได้ยาก  การจะจัดการและส่งมอบผลิตภัณฑ์โดยใช้ Outsource หรือบริการจากบุคคลภายนอกเป็นเรื่องท้าทายพอ ๆ กับการจะพัฒนาเองในองค์กร  และนี่ก็เป็นเพียงความแตกต่างในรูปแบบการทำธุรกิจ

คนที่ทำงานด้านเทคโนโลยีในองค์กรแบบเดิมมักจะชินกับการซื้อ แต่ในบริษัทตั้งใหม่ก็มักจะเลือกใช้แบบที่สั่งตัดได้กันมากขึ้น

CorporateDigital 2.003

ผมเคยเห็นทั้งองค์กรแบบเดิม ๆ และบริษัทตั้งใหม่ที่มีแพลตฟอร์มที่ต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด และก็ได้เห็นองค์กรขนาดใหญ่ที่ซื้อระบบมา จ่ายเงินไปมหาศาล แต่ได้งานแบบไม่ได้มาตรฐานจากผู้ขาย ทั้งในระบบง่าย ๆ และระบบที่ต้องใช้เวลาทำงานข้ามปี

Cloud vendors สามารถจะทำลายความเชื่อเดิม ๆ เช่นนี้ เพราะในขณะที่เขาให้บริการสินค้าในแบบ commodity คือให้บริการทุกคนเหมือน ๆ กัน ก็ยังเพิ่มขีดความสามารถและคุณภาพของบริการได้ด้วย ซึ่งนี่ก็เป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ซื้อที่จะลองพิจารณาเลือกใช้บริการแบบนี้

–ความเห็นส่วนตัว–


Discover more from Axel Winter

Subscribe to get the latest posts sent to your email.

Discover more from Axel Winter

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading

Discover more from Axel Winter

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading